วินาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ไวรัสโควิด 19(Covid-19)” หรือ “ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 20

19” ที่กำลังระบาดหนักอยู่ขณะนี้ กลุ่มไวรัสโคโรน่านั้น

ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1960 ทำให้เกิดไข้หวัดทั่วไป แต่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก ล่าสุดพบที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ ประเทศจีน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ต่างจากที่เคยเจอมาก่อน มีอาการตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง ถึงรุนแรง และมีการแพร่กระจายเชื้อได้ ดังนั้นในวันนี้เราจะพาไป คำความเข้าใจและ วิธีป้องกันไวรัสโควิด 19 ให้มากยิ่งขึ้น.

อัพเดท…!! กระทรวงสาธารณสุข และองค์การเภสัช เตรียมนำเข้ายาต้าน ไวรัสโควิด-19 (COVID- 19) ชื่อว่า ยาอาวิแกน เพิ่มอีก 100,000 เม็ดจากประเทศจีน โดยก่อนหน้านี้สั่งมาแล้ว 40,000 เม็ด หลังจากพบว่ายาชนิดนี้สามารถรักษาผู้ป่วย COVID-19 ได้อย่างดีเพราะปอดของผู้ติดเชื้อ จากที่ได้รับยาตัวนี้ ในจีนกว่า 300 คน มีอาการดีขึ้นสูงถึง 91% นอกจากนี้ตัวยาอาวิแกนตัวนี้ไม่ได้ช่วยฆ่าไวรัสโควิด-19 แต่หน้าที่ของตัวอย่างนี้มีผลช่วยในการยับยั้งการแตกตัวของเชื้อไวรัส ซึ่งในการรักษาเชื้อไวรัส COVID-19 จะไม่สามารถใช้ยาตัวเดียวได้ ต้องใช้ยาร่วมกับตัวอื่นๆ หนึ่งเคสผู้ป่วย ต้องใช้ยาอาวิแกนในการรักษา 70 เม็ด ซึ่งยาล็อตใหม่ที่กำลังเตรียมนำเข้ามาจะสามารถใช้รักษาคนได้ราว 1,400 คน

 

ไวรัสโควิด 19 (Covid-19) คือเชื้อไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ พบครั้งแรกกลางทศวรรษที่ 1960 โดยมีเชื้อไวรัสโคโรน่าอยู่ 4 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ด้วยกัน แต่ตัวที่ระบาดมากที่สุดคือ SARS-CoV พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ปี ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งได้ระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต่อมาพบเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ MERS-CoV เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศซาอุดีอาระเบีย ในแถบตะวันออกกลาง

จนกระทั่งล่าสุดพบ “เชื้อไวรัสโควิด 19 หรือ ไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย์ ตอนกลางของประเทศจีน โดยบริเวณที่พบผู้ป่วยมากที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นรังของโรค คือ ตลาดอาหารทะเลและสัตว์หายากในเมือง ซึ่งได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองในประเทศจีนและหลายประเทศ เช่น ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ผู้ป่วยรายแรกที่พบนั้นเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะและเจ็บคอ สามวันก่อนเดินทางมาที่ประเทศไทย ต่อมาได้เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อท่องเที่ยว เมื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อนที่สนามบิน (thermo scan) จึงพบว่ามีไข้ และถูกส่งตัวไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลทันที อีกสองวันต่อมา ทางโรงพยาบาลสามารถแยกเชื้อโดยวิธีการทางโมเลกุลได้ว่าเป็นเชื้อ “ไวรัสโควิด 19” จึงรายงานไปที่องค์การอนามัยโลก และประเทศไทยได้ประกาศว่าเป็นประเทศแรกนอกเหนือจากประเทศจีน ที่มีผู้ป่วย ไวรัสโควิด 19 ในเวลานี้ทางองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ทำการยกระดับการเตือนภัยความเสี่ยงการระบาดไปทั่วโลกของเชื้อไวรัสโควิด 19 อยู่ที่ระดับ “สูงมาก” หลังมียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นและมีการลุกลามไปยังประเทศต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

วิธีสังเกตอาการ (Covid-19)

หากได้รับเชื้อไวรัสโควิด 19 ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมาภายใน 1 วัน ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการมีไข้สูง > 37.5 องศา ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย หากผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้

ล่าสุดทาง…ดร. อเดล แมคคอร์มิค นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเวสต์มินสเตอร์ ในอังกฤษ ระบุว่า การป้องกันการได้รับเชื้อทำได้โดย “หลีกเลี่ยงการสัมผัสใบหน้า, ปาก, จมูก และดวงตา” เนื่องจากมันอาจเป็นช่องทางที่ไวรัสจะเข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ พร้อมแสดงวิธีการดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันคุณจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19

เบื้องต้นทุกคนสามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ดังนี้

  • เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ
  • เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นที่เป็นรังโรค และเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่มีการระบาด
  • ระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่
  • ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที
  • งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ
  • เลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน
  • ทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก
  • ควรดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลังจากกลับจากต่างประเทศภายใน 14 วัน หากมีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และแจ้งรายละเอียดว่าเราเคยไปต่างประเทศมาแม้ว่าประเทศนั้นจะไม่มีการติดเชื้อก็ตาม
  • สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา

วิธีตรวจอาการปอดอักเสบด้วยตัวเอง

อาการปอดอักเสบท่านสามารถสังเกตอาการได้ดังนี้

  • ไอ
  • มีเสมหะ
  • มีไข้สูง อาจตัวร้อนตลอดเวลา หนาวสั่นมาก
  • หายใจลำบาก หายใจหอบเร็ว
  • อาจเจ็บแปลบหน้าอกเวลาหายใจเข้า
  • อาจไอแรงร้าวไปที่หัวไหล่หรือสีข้าง

 

วิธีป้องกันปอดอักเสบ

ทำได้โดยการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอช่วยให้ห่างไกลจากโรคปอดอักเสบ นอกจากนี้การฉีดวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบคืออีกหนึ่งทางเลือกของการป้องกัน แต่จำเป็นจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจพิจารณาก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ

อัพเดท…ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับวิธีการล้างมือ เพื่อปกป้องตัวเองจากการติดเชื้อโรค มีรายละเอียดดังนี้ :

 

  1. เปิดน้ำใส่มือให้เปียกโดยควรใช้สบู่ที่มากพอต่อการล้างหนึ่งครั้ง
  2. ใช้ฝ่ามือถูกันและใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งถูหลังมืออีกข้างโดยให้นิ้วมือสอดประสานกัน
  3. สอดประสานนิ้วมือทั้ง 2 ข้างแล้วถูไปมาและกำมือทั้ง 2 ข้างแล้วใช้บริเวณหลังนิ้วมือถูกันไปมา
  4. ใช้มือกำรอบนิ้วหัวแม่มืออีกข้างแล้วหมุนไปมาสลับข้างกัน
  5. ถูปลายนิ้วลงบนฝ่ามืออีกข้าง
  6. จากนั้นล้างมือด้วยน้ำและใช้กระดาษซับให้แห้งเพียงเท่านี้ มือของคุณก็จะปลอดจากเชื้อโรค

วิธีป้องกัน ‘ไวรัสโควิด-19’ หากต้องเดินทางด้วยไปต่างประเทศด้วยเครื่องบิน

อัพเดท…ทางสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท. หรือ CAAT) ได้คำแนะนำประชาชนที่หากมรเหตุจำเป็นต้องไปต่างประเทศด้วยเครื่องบินในช่วงนี้ โดยทาง กพท. ได้อธิบายและแนะนำวิธีป้องกันตัวเองจากการแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโควิด-19 โดยผู้โดยสารควรจำเป็นต้องป้องกันตัวเองในลักษณะเดียวกับการอยู่ในพื้นที่แออัด ดังนี้

  • หากถ้าโดนท่านโดนไอจามใส่บริเวณหน้า มือแขน ต้องรีบล้างทันทีเพื่อลดความเสี่ยง
  • ระมัดระวังการสัมผัสโดนสารคัดหลั่งจากระบบทางเดินหายใจ เช่น น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ โดยเฉพาะห้องน้ำบนเครื่องบน
  • จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ บริเวณช่องทางเสี่ยงติดเชื้อ คือ อวัยวะบนใบหน้า เช่น ตา จมูก ปาก
  • หากท่านพบคนไอจาม ควรแบ่งปันหน้ากากอนามัยให้ (ถ้ามี) เพื่อลดโอกาสในการแพร่เชื้อ

นอกจากนี้ ทาง กพท. ได้แนะนำวิธีการสวมหน้ากากอนามัยถูกต้อง ด้วยการสวมหน้ากากอนามัย โดยหันด้านที่มีสีออกข้างนอก(บ้างแบบสีเขียว บางแบบสีน้ำเงิน) โดยสวมให้กระชับครอบคลุมทั้งจมูกและปาก ในเวลาใส่หรือถอดให้จับบริเวณสายคล้องเพื่อป้องกันโรคติดที่มือและไม่ควรไปจับหน้ากากบ่อยๆเพราะมือท่านอาจจะติดเชื้อและเชื้ออาจจะไปติดที่หน้ากากได้เพราะมือเป็นอวัยวะที่มีความเสี่ยงในการนำพาเชื้อเพราะสัมผัสกับสิ่งต่างๆ ควรล้างมือบ่อยๆ โดยใช้สบู่ หรือแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ โดยดูได้จากวิธีล้างมือ